Infographic พร้อมพิมพ์ — A4 จำนวน 2 หน้า ตัวเลขจะโหลดจาก school-data.json ก่อนสั่งพิมพ์
INFOGRAPHIC · 01/02
รายงานวิเคราะห์นโยบาย · ปีการศึกษา 2569

ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงิน
แต่ขาด “สูตร”

การจัดสรรทรัพยากรแบบ “เท่ากันทุกหัว” ไม่สามารถตอบสนองต้นทุน และความจำเป็นที่แตกต่างกันของโรงเรียนได้ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล และโรงเรียนที่ต้องดูแลผู้เรียนซึ่งมีความต้องการสูง

97:3 ตัวเลขเดียวที่ต้องจำ

กลไกหลักยังจัดสรรแบบ “เท่ากันทุกหัว”

≈97%
เงินอุดหนุนรายหัว + อัตรากำลังครู

ระบบหลักจัดสรรตามจำนวนผู้เรียนเป็นสำคัญ แม้ต้นทุนของแต่ละโรงเรียนไม่เท่ากัน

≈3%
กสศ. + โครงการเฉพาะกลุ่ม

ออกแบบตามความจำเป็นได้ดีกว่า แต่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับทรัพยากรทั้งระบบ

ไม่ว่าจะทำ 3% ให้ดีเพียงใด ก็ไม่อาจหักล้างแรงของ 97% หากสูตรหลักยังไม่เปลี่ยน

ระบบเดียวกัน แต่บริบทต่างกันมาก

6,172,840 คน
นักเรียนทั้งสังกัด สพฐ.
348,047 ห้อง
ห้องเรียนทั้งหมด
14.6 คน/ห้อง
ประถมศึกษา สพป.
32.3 คน/ห้อง
มัธยมศึกษา สพม. — สูงกว่า 2.2 เท่า

ช่องว่างตามแบบจำลองไม่ได้เกิดเท่ากันทุกหน่วย

ช่องว่างรวมของหน่วยที่ต่ำกว่าเกณฑ์ 82,262 อัตรา ตามแบบจำลองอ้างอิง
ส่วนที่สูงกว่าเกณฑ์ใน สพม. 42,857 อัตรา ตามแบบจำลองอ้างอิง
=
ช่องว่างสุทธิหลังหักกลบ 39,405 อัตรา ที่เห็นในภาพรวม

ปัญหาที่แบบจำลองชี้ให้เห็นคือ “การกระจายและฐานการคำนวณ” ไม่ใช่จำนวนรวมเพียงอย่างเดียว

วงจรที่สูตรรายหัวทำให้หมุนต่อไปเอง

1
เด็กในพื้นที่ลดลง

ประชากรวัยเรียนลด แต่โรงเรียนยังต้องเปิดชั้นเรียนตามหลักสูตร

2
ได้เงินและครูน้อยลง

เพราะสูตรผูกทรัพยากรกับจำนวนผู้เรียนเป็นหลัก

3
ครูสอนควบชั้น

ครูหนึ่งคนอาจต้องดูแลหลายชั้นหรือสอนไม่ตรงวิชา

4
คุณภาพลดลง

เวลาเตรียมสอนและการดูแลรายบุคคลถูกจำกัดด้วยโครงสร้าง

5
เด็กย้ายออกเพิ่ม

ผู้ปกครองที่มีทางเลือกย้ายบุตรหลาน ทำให้เด็กยิ่งลดลง

นี่ไม่ใช่ปัญหาของครู แต่เป็นปัญหาของเลขคณิต — สูตรกำลังลงโทษโรงเรียนตามขนาด แทนที่จะจัดสรรตามความจำเป็น
INFOGRAPHIC · 02/02
ข้อเสนอเชิงนโยบาย · จากหลักฐานสู่การปฏิบัติ

เปลี่ยนสูตร
ไม่ใช่เพียง เพิ่มงบ

เปลี่ยนฐานการจัดสรรจาก “จำนวนผู้เรียนเพียงอย่างเดียว” ไปสู่ “จำนวนห้องเรียน ต้นทุนขั้นต่ำ และความยากลำบาก” พร้อมทดลองแบบสุ่มลำดับและสอบเทียบสูตรจากข้อมูลจริง

เปลี่ยนสิ่งที่สูตรใช้เป็นฐานในการตัดสิน

สูตรเดิม “จำนวนนักเรียน”

โรงเรียนที่มีผู้เรียนน้อยได้รับทรัพยากรน้อยลง แม้ต้องเปิดชั้นเรียนและมีต้นทุนคงที่เท่าเดิม

สูตรที่เสนอ “ห้องเรียน + ความจำเป็น”

Fixed Cost Floor + น้ำหนักผู้เรียน + ความห่างไกล + เกณฑ์อัตรากำลังที่สัมพันธ์กับห้องเรียนจริง

ไม่เดาค่าน้ำหนัก — คำนวณจากต้นทุนที่จำเป็นจริง

“รายจ่าย” ไม่เท่ากับ “ต้นทุน”

รายจ่ายสะท้อนเงินที่โรงเรียนได้รับและใช้ไป แต่ต้นทุนคือเงินขั้นต่ำที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่กำหนด ภายใต้บริบทที่โรงเรียนควบคุมไม่ได้

ต้นทุนต่อหัว = ต้นทุนคงที่ ÷ จำนวนผู้เรียน + ต้นทุนแปรผัน
โรงเรียนขนาดเล็ก 48 คน 13,292 บาท/คน

6 ชั้น × ชั้นละ 8 คน

โรงเรียนอ้างอิง 500 คน 6,700 บาท/คน

กระจายต้นทุนคงที่ได้มากกว่า

โรงเรียน 48 คนมีต้นทุนต่อหัวตามตัวอย่างสูงกว่าโรงเรียน 500 คนประมาณ 1.98 เท่า

ทุกพื้นที่ได้รับ แต่ “ใครได้ก่อน” ตัดสินด้วยการจับสลาก

Stepped-Wedge Sandbox ลดข้อครหาเรื่องการเลือกพื้นที่ และสร้างความผันแปรที่จำเป็นต่อการวัดผลเชิงสาเหตุ รวมถึง Cost Function Analysis

ปี 1
ปี 2
ปี 3
ปี 4
รุ่น 1
ได้รับ
ได้รับ
ได้รับ
ได้รับ
รุ่น 2
รอ
ได้รับ
ได้รับ
ได้รับ
รุ่น 3
รอ
รอ
ได้รับ
ได้รับ
รุ่น 4
รอ
รอ
รอ
ได้รับ
วัดผลเชิงสาเหตุ แยกผลของนโยบายออกจากความพร้อมเดิมของพื้นที่
สร้างวัตถุดิบให้ CFA ใช้ลำดับสุ่มเป็นแหล่งความผันแปรของทรัพยากร
ทุกพื้นที่ได้รับในที่สุด เปลี่ยนเพียงลำดับ ไม่ได้ตัดใครออกจากมาตรการ

เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ ก่อนขอแก้กฎหมายใหญ่

1

ทบทวนเกณฑ์อัตรากำลังครู

เปลี่ยนจากฐานจำนวนนักเรียน ไปสู่จำนวนห้องเรียน และดัชนีความยากลำบาก

ไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. ใช้มติ ก.ค.ศ.
2

ฝังการสุ่มลำดับใน Sandbox

วัดผลไปพร้อมกับขยายมาตรการ และสร้างข้อมูล สำหรับสอบเทียบค่าน้ำหนักในอนาคต

ต้นทุนเพิ่มต่ำ เร่งด่วนที่สุด
3

ทำ CFA ควบคู่ BIA

สร้างฐานข้อมูลต้นทุนรายโรงเรียน ปันส่วนเงินเดือนครู และวิเคราะห์ว่าเงินถึงใคร

ใช้งบวิจัย ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน

จากความเท่าเทียมเชิงรูปแบบ สู่ความเสมอภาคที่วัดผลได้

ครูครบชั้นมากขึ้น ลดภาระสอนควบชั้นและการสอนไม่ตรงวิชา
ทรัพยากรตรงความจำเป็น โรงเรียนเปราะบางได้รับการชดเชยต้นทุนที่สูงกว่า
ใช้หลักฐานแทนการต่อรอง ค่าน้ำหนักมาจากข้อมูลจริงและตรวจสอบซ้ำได้
ยกระดับการเรียนรู้ วัดผลที่การอ่าน คณิตศาสตร์ การคงอยู่ และการเปลี่ยนผ่าน